เศรษฐกิจแย่ ทำให้พ่อตัดสินใจฆ่าเมียและลูกอีก 2 คน

           เจ้าหน้าที่ตำรวจของจังหวัดอุดรธานี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนพบศพชายอายุ 50 ปีแขวนคอตายที่หน้าบ้าน และในบ้านยังมีศพอีก 3 ศพนอนตายด้วยกันอยู่ข้างใน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงก็พบศพจำนวน 4 ศพ โดยประกอบไปด้วย พ่อ แม่และลูกสาว 2 คน

ซึ่งคนโตเรียนจบแล้วกำลังหางานทำ ส่วนคนที่สองกำลังเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบจดหมายเขียนเหตุผลในการฆ่าตัวตายและฆ่าคนในครอบครัว ว่าเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ทั้งบ้าน ที่ดินไร่นา รวมถึงรถยนต์ก็ติดจำนองทั้งหมด

รวมแล้วมีหนี้สินทั้งสิ้นสองล้านกว่าบาท โดยหากคำนวณหนี้ที่จะต้องจ่ายแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ยังไม่จ่ายเงินต้นต้องจ่ายถึงเดือนละสี่หมื่นกว่าบาท ในขณะที่ทางบ้านมีรายได้รวมกันอยู่ที่สองหมื่นสองพันบาทเท่านั้น ซึ่งในจดหมายยังมีการระบายความในใจถึงสาเหตุที่ต้องก่อเหตุฆ่ายกครัวเช่นนี้ โดยเนื้อหาในจดหมายระบุใจความประมาณว่าเขาขอโทษทุกคน

ที่เขาได้ไปทำการยืมเงินทำให้คนที่เขายืมเงินต้องมาเดือดร้อนไปกับเขาด้วย เขารักครอบครัวรักลูกสาวทั้งสองคน เขาพยายามแล้วที่จะทำให้ดีขึ้นแต่เขาไปไม่ไหวจริงๆเพระตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยดี เขานำบ้านที่ดินไร่นา สวนที่มีทั้งหมดไปจำนำและไม่มีเงินไปใช้หนี้ได้แต่เพียงจ่ายดอกไปเท่านั้นอีกทั้งตอนนี้รถยนต์ก็ติดไฟแนนซ์ ลูกสาวคนโตก็ยังหางานทำไม่ได้

ส่วนคนเล็กก็ต้องกลับไปเรียนหนังสือต่อหลังจากกลับมาเที่ยวปีใหม่ แต่ตนเองและภรรยาก็ไม่มีเงินจะส่งให้ลูกเอาไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนหนังสือ ตนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้ตัดสินใจทำแบบนี้ลงไป พร้อมทั้งขอโทษทุกคนด้วย

       ซึ่งก่อนจะมีเหตุการณ์ฆาตกรรมยกครัวเกิดขึ้น มีคนเห็นคนเป็นพ่อซื้อเหล้ามากิน 2 ขวดและทางญาติๆของผู้ตายก็ไม่ติดใจเอาความอะไร เพราะเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์พ่อฆ่าคนในครอบครัวและฆ่าตัวเองตายหนีหนี้จริงๆ โดยปกติคนเป็นพ่อจะเป็นคนดี แต่หากดื่มเหล้าจะกลายเป็นคนละคน ครั้งนี้เขาอาจจะหมดหนทางแล้วจริงๆ 

       อ่านข่าวแล้วเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อนะ แต่อยากจะบอกให้คนอื่นที่คิดจะทำแบบเหตุการณ์นี้ว่า ควรปรึกษาคนในครอบครัวก่อน ว่าเขาอยากจะตายไปด้วยหรือไม่ เพราะหากเขายังไม่ได้อยากตาย พวกเขาก็มีสิทธ์ที่จะยังมีชีวิตอยู่ได้ อย่าตัดสินใจแทนคนในครอบครัวถึงแม้ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตามที

 

ได้ืรับการสนับสนุนโดย    ีดฟิำะ

เรื่องนี้ถูกเขียนใน ข่าวสังคมทั่วไป และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร